“ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่” ข้าวพื้นเมืองเอกลักษณ์ของภาคใต้ที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ด้วยจุดเด่นเมล็ดข้าวสีแดง หุงสุกนุ่ม และมีกลิ่นหอมคล้ายเผือกหรือบอน กลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนในจังหวัดกระบี่กว่า 66 ล้านบาทต่อปี พร้อมเปิดโอกาสใหม่สู่ตลาดข้าวพรีเมียม

สำหรับ ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ปลูกมากในพื้นที่ อำเภอเขาพนม และอำเภอเกาะลันตา โดยเกษตรกรใช้ภูมิปัญญาการปลูกข้าวไร่แบบดั้งเดิม อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลและปลูกแทรกในสวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งสะท้อนวิถีเกษตรพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ
นายนพดล ลูกหยี เกษตรกรของศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลคลองยาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ผู้ปลูกข้าวไร่หอมหัวบอน เปิดเผยว่า ครอบครัวของตน ปลูกข้าวพันธุ์นี้สืบทอดจากบรรพบุรุษมาหลายรุ่น โดยในอดีตข้าวชนิดนี้เคยหายสาบสูญจากพื้นที่ตัวเมืองกระบี่นานกว่า 150 ปี ก่อนที่กรมการข้าวจะเข้ามาส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ พร้อมผลักดันสู่การขึ้นทะเบียน GI ในปี 2568

“ข้าวหอมหัวบอนเป็นข้าวไร่ ปลูกปีละครั้ง อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ไม่มีคลองชลประทาน ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับสภาพฝน ถ้าฝนดีผลผลิตก็ดี” นพดลกล่าว
เขาเล่าต่อว่า ปัจจุบันปลูกข้าวหอมหัวบอนประมาณ 7 ไร่ โดยปลูกแทรกในสวนยางและสวนปาล์ม ใช้วิธีปลูกแบบดั้งเดิม คือเคลียร์พื้นที่ ใช้ไม้ทิ่มดินแล้วหยอดเมล็ด ใช้สารเคมีน้อยมาก ลักษณะใกล้เคียงเกษตรอินทรีย์ โดยจะเริ่มเคลียร์พื้นที่เดือนกันยายน และใช้เวลาปลูกประมาณ 3 เดือน

สำหรับ จุดเด่นสำคัญของข้าวหอมหัวบอน คือความหอมเฉพาะตัวขณะหุง ซึ่งมีกลิ่นคล้ายเผือก เนื้อสัมผัสนุ่ม และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเมล็ดข้าวของตนจะมีสีแดง เนื่องจากการสีข้าวที่ยังคงคุณค่าทางอาหารไว้ ต่างจากบางพื้นที่ที่สีจนเมล็ดข้าวกลายเป็นสีขาว

นพดลเริ่มจำหน่ายออนไลน์ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และได้รับการตอบรับดีเกินคาด ปัจจุบันมีลูกค้าทั่วประเทศตั้งแต่นราธิวาสถึงเชียงราย แต่ด้วยกำลังผลิตที่ยังจำกัด ปีนี้มีผลผลิตเพียงกว่า 1 ตัน ทำให้ต้องปฏิเสธการออกบูธเพื่อขายสินค้าอยู่หลายครั้ง
การขึ้นทะเบียน GI การันตีอัตลักษณ์ข้าวกระบี่
นายนพดล กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียน GI ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค พร้อมยกระดับข้าวหอมหัวบอนให้เป็นสินค้าเอกลักษณ์ของจังหวัดกระบี่ แม้เกษตรกรบางรายจะปลูกข้าวหลายพันธุ์ เช่น ข้าวลืมผัว หรือข้าวดอกพยอม แต่ตนก็เลือกที่จะปลูกข้าวหอมหัวบอนเพียงพันธุ์เดียว เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์
“อยากให้เกษตรกรปลูกพันธุ์แท้ อย่านำไปผสมกับพันธุ์อื่น เพราะถ้าปะปนกันมาก ๆ ข้าวพื้นเมืองนี้อาจสูญหายไปในที่สุด” เขากล่าว

โอกาสต่อยอดตลาดและการแปรรูปในอนาคต
นายนพดล กล่าวถึงแนวทางการทำตลาดว่า แม้ปัจจุบันตลาดหลักยังเป็นการขายในพื้นที่และออนไลน์ แต่ตนประเมินว่าข้าวหอมหัวบอนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะตลาดข้าวสุขภาพซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ ( Niche market )และสินค้า GI ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องราวและแหล่งที่มา ดังนั้นในอนาคตตนจึงมีแผนขยายพื้นที่ปลูก รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมหัวบอน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดังนั้น หากผู้บริโภคสนใจ ข้าวหอมหัวบอนและต้องการซื้อไปลองชิม
สามารถติดตามหรือสั่งซื้อได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และเพจ “ข้าวไร่หอมหัวบอน by jane echo”
